ร่วมเป็นผู้ให้และผู้รับกับ Give&Take Volunteering
สิ่งที่ยังพบเจอในสังคมไทยคือ วัฒนธรรมการให้ ยังมีอยู่มากมาย ต้นธารแห่งความร่วมมือขอเชิญชวนทุกท่านทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาค ธุรกิจหรือองค์กรภาคสังคม ร่วมเป็นผู้ให้และผู้รับ ด้วยการเป็นอาสาสมัครหรือการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่สามารถร่วมสร้างสรรค์ สังคม ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่ แบบฟอร์มสำหรับภาคธุรกิจ แบบฟอร์มสำหรับภาคสังคม
รู้จัก “นักวิใจ” ทั้งฤดูกาล……เรียน และ รู้ ไม่มีวันสิ้นสุด
เพราะเรื่องวิชาการอาจดูน่าเบื่อสำหรับบางคน จึงเป็นเหตุผลก่อเกิดสารคดีรายการ “นักวิใจ” ที่ให้ทุกคนได้สนุกไปกับวิธีคิดของนักวิจัย ซึ่งใช้หัวใจมองชุมชนต่างมุม โดยใช้ “ช่องทรูปลูกปัญญา” โทรทัศน์ความรู้คู่คุณธรรมที่รวบรวมทั้งเรื่องเรียน เรื่องเล่นไว้ในที่เดียวกัน มีจุดหมายในการเปิดพื้นที่สื่อเพื่อสังคม ด้วยเห็นว่าการสร้างสังคมที่ดีไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน “นักวิใจ” เริ่มต้นด้วย ฤดูกาลที่ ๑ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยแนวคิดที่ว่า “การเรียนรู้เพื่อนำไปใช้เรียนด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้ในชีวิตจริง คือ นำไปใช้ประโยชน์” เป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีอันหลากหลายและเรียนรู้สำหรับทั้งชีวิตด้วย ๓ หลักการสำคัญ คือ ๑. ผู้ให้ความรู้ ไม่ใช่ครูเพียงผู้เดียว แต่เป็นสถานที่ กิจกรรม บุคคลอื่น และตัวผู้เรียน ๒. เรียนรู้ผ่าน การลงมือทำ ที่มีความหมาย จากการแก้ปัญหา ๓. เรียนรู้จากการสรุปการเรียนรู้หลังลงมือทำ ด้วยการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ในฤดูกาลที่ ๑ นี้มีทั้งหมด ๑๓ ตอน โดยแบ่งเป็น ๕ ช่วง ดังนี้ ต้นฤดูกาล การเรียนรู้ของอาจารย์กับ กล้าที่จะสอน ด้วยตรรกะที่ว่า การเรียนรู้คงเริ่มต้นไม่ได้ถ้าไม่มีผู้ให้ความรู้ […]
สารคดี “นักวิใจ” ในปลายฤดูกาล
หลายท่านคงได้ชมสารคดีรายการ “นักวิใจ” ที่ออกอากาศทาง True Visions ช่อง “ทรู ปลูกปัญญา” ในวันเสาร์ เวลา ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. กันไปบ้างแล้ว และคงสัมผัสได้ถึงจุดมุ่งหมายของผู้สร้างสรรค์ที่ต้องการให้เป็นแนวคิดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้เรียนด้วยตัวเอง ในการที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มาบัดนี้ “นักวิใจ” ได้ผันผ่าน กลางฤดูกาล ในวันเสาร์ที่ ๕ กันยายน เสนอเป็น ตอนที่ ๑๐ “เมืองน่าอยู่” ศึกษาชุมชนและค่ายเยาวชน “เมืองน่าอยู่” ว่าด้วย การศึกษาชุมชนโดยเยาวชน, การจัดค่ายเยาวชน “เมืองน่าอยู่อย่างเป็นสุข” ด้วยเข็มทิศการพัฒนาทั้งสี่ด้าน (สังคม เศรษฐกิจ สุขภาวะ สิ่งแวดล้อม), ค่าย“ผู้ตามปัจจุบัน ผู้นำอนาคต”, ค่าย “แผนที่คนดี” และ การสะท้อนการเรียนรู้ของเยาวชน ตอนที่ ๑๐ ตอนที่ ๑๑ ตอนที่ ๑๒ ตอนที่ ๑๓ วันเสาร์ที่ ๑๒ […]
สร้างสรรค์เมืองน่าอยู่แห่งความสุข ด้วยทักษะ..จากความรู้สู่การปรับฐานใจ
From CSR Practices towards Livable and Sustainable Development Goals เพื่อให้การพัฒนาโครงการเมืองน่าอยู่อย่างมีความสุขเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The NETWORK) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและเชื่อมเครือข่ายจึงจัดการประชุมกับภาคธุรกิจ ที่มีแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่รอบสถานประกอบกิจการให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ให้เกิดความผาสุกและเกิดสภาพแวดล้อมที่ดีแก่ประชาชน (License to Operate towards livable city) รวมทั้งเกิดความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยรวม ซึ่งการสานฝันดังกล่าวใช่ว่าจะเนรมิตขึ้นมาได้ดั่งใจในพริบตา ต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการออกแบบกลไกการพัฒนาที่มีศักยภาพ เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสม และที่เป็นหัวใจสำคัญคือ “ทักษะและความเข้าใจ” การประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 – 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงไม่ใช่การพูดคุยธรรมดา แต่เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการที่มีกิจกรรมแฝงการเรียนรู้เป็นการทบทวนร่วมกันว่า โครงการเมืองน่าอยู่อย่างเป็นสุขนั้น จะทำงานร่วมกันบนพื้นฐานแห่งความเข้าใจ มีภาพจิตนาการเดียวกันว่าจะร่วมกันพัฒนาโครงการไปด้วยกันอย่างไร จึงจะทำให้การพัฒนาโครงการนี้ได้สร้างความสุข ความอิ่มใจ และความฝันที่จะสร้างสิ่งที่ดีงามด้วยเจตนาที่ดีงามของผู้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมที่ 1 เข้าใจ และ เข้าถึง ฐานคิด และ ฐานใจ (Understanding Livable and Happiness City VS […]
จุดประกาย พลังเยาวชน ขับเคลื่อนอนาคต
สีสันกิจกรรมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 – 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในชื่อว่า กิจกรรมค่าย “เยาวชนพลเมืองจิตอาสาแห่งศตวรรษที่ 21 เท่าทันการบริโภค” ที่เป็นความร่วมมือของภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานเขตราชเทวี กลุ่มคนรักษ์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมเขตราชเทวี 25 ชุมชนในเขตราชเทวี ภาคธุรกิจในเขตราชเทวี และสมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (เดอะเนทเวิร์ค) โดยนัดรวมตัวกันที่ห้องประชุม ชั้น 9 สำนักงานเขตราชเทวี นับว่าได้ผลที่น่าปลื้มไม่น้อยทีเดียว ที่ว่า “น่าปลื้ม” ไม่ใช่แค่ความสนุกสนานของตัวแทนเยาวชนจาก 25 ชุมชนในเขตราชเทวีที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ แต่หากดูที่ “วัตถุประสงค์” ซึ่งตั้งใจให้เป็น “การขับเคลื่อนการสร้างและปลูกฝังกลุ่มเยาวชนในชุมชนราชเทวี ให้มีจิตอาสาและเป็นกลุ่มพลเมืองคนสำคัญที่สามารถเป็นแกนนำในการทำงานอาสาในชุมชนของตนเองได้ต่อไปในอนาคต” ถือเป็นการจุดเทียนดวงเล็กๆ ที่จะกลายเป็นแสงสว่างสดใสในวันข้างหน้า การบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ย่อมต้องไม่มองข้าม “บรรยากาศ” ของความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย โดยเฉพาะภาพที่อาจไม่ได้เห็นง่ายๆ คือผู้อาวุโสอย่าง คุณลักษณา โรจน์ธำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตราชเทวี และ คุณจุฑามาศ แสงวิเชียร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตราชเทวี กล่าวเปิดงานด้วยการนั่งบนพื้นร่วมกับเด็กๆ หลังจากนั้น คุณปารีณา ประยุกต์วงศ์ ซึ่งรับหน้าที่หัวหน้าวิทยากรจึงนำเข้าสู่กระบวนการของกิจกรรมค่าย […]
ปฐมเหตุการเกิดชุมชนแออัดในเขตเมือง
โดย “ณัฏฐ์วสินทร์” หากนิยามคำว่าบ้าน คือ สถานที่พักพิงของทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน และเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดวัฒนธรรมชุมชน แล้วกระท่อมไม้หลังเล็ก ผนังผุพัง หลังคาสังกะสีเก่ามีคราบสนิมเกาะ สร้างซ้อนทับแทบแยกไม่ออกว่าในรัศมีเพียงไม่กี่ตารางเมตร นั้นจะมีผู้คนซึ่งแบ่งตามลักษณะกายภาพเป็นครัวเรือนอาศัยอยู่ร่วมกันกี่ครอบครัว และในหนึ่งครอบครัวมีประชากรอาศัยอยู่อย่างแออัดกันกี่ชีวิต สิ่งเกิดขึ้นนี้จะเรียกว่า “บ้าน” ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่มีไว้สำหรับซุกหัวนอนเท่านั้น ทั้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน ห่างเพียงผนังตึกกั้น แต่ความเป็นคนของผู้อยู่อาศัยได้ถูกสังคมแบ่งแยกจากกันอย่างไม่รู้ตัว พิจารณาได้จากการที่กระทรวงมหาดไทยได้ถอดความหมาย “กลุ่มคนจนเมืองที่อาศัยในพื้นที่แออัด” จากคำว่า “Slum” ตามคำจำกัดความของสหประชาชาติ ในปี พ.ศ.2503 ว่า “แหล่งเสื่อมโทรม” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกีดกันความสัมพันธ์ของผู้คนสองกลุ่ม ระหว่างคนรวยกับคนจนเมือง ถึงแม้ต่อมาในปี พ.ศ.2523 การเคหะแห่งชาติจะเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ชุมชนแออัด” แทนความหมายเดิมก็ตาม แต่กระทรวงมหาดไทยก็ยังพยายามขยายความเพื่อความชัดเจนอีกว่า เป็นสภาพเคหสถานหรือบริเวณที่พักอาศัยในเมืองที่ประกอบด้วยอาคารเก่าทรุดโทรมหรือสกปรกรกรุงรัง ประชากรอยู่อย่างแออัด ผิดสุขลักษณะต่ำกว่ามาตรฐานที่สมควร ทำให้การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่แบบครบครันปกติวิสัยมนุษย์ ไม่อาจดำเนินไปได้เพราะไม่มีความปลอดภัยในสุขอนามัย ซึ่งการขยายความดังกล่าวไม่ได้แสดงออกถึงการมองภาพลักษณ์ของผู้คนในชุมชนแออัดดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเลยแม้แต่น้อย หากลองย้อนกลับไปศึกษาความเป็นมาของชุมชนแออัด จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ได้สร้างที่พักชั่วคราวให้กับพนักงาน ถึงแม้ต่อมาไม่มีการผลิตปูนซีเมนต์ในพื้นที่นั้นอีกแล้ว แต่พนักงานบางส่วนก็ยังลงหลักปักฐานสร้างบ้านเรือน ขยายครอบครัว และผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย จนเกิดเป็นชุมชนเปรมประชาในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อประมาณ 50 […]
ก้าวแรก เพื่อก้าวสู่ เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน
ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความเร่งด่วน รวดเร็ว ภายใต้ทุกสิ่งที่ถูกกระทำด้วยความเร่งรีบ เพื่อนำมาซึ่งเป้าหมายปลายทางที่ทุกคนต่างเรียกมันว่าความสะดวกสบาย ดูท่าว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ในทุกสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะธรรมชาติของผู้คนโดยส่วนใหญ่แล้ว ต่างมุ่งแสวงหาความ ‘civilize’ ทั้งในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่และสหวิทยาการล้ำยุค เพื่อตอบสนองความอยู่ดีมีสุขของตัวเอง เพราะคนทั่วไปยังไม่สามารถแยกแยะระหว่าง ‘ความอยู่ดีมีสุข’ กับ ‘ความสะดวกสบาย’ ออกจากกันได้อย่างชัดเจน ยังมองทั้งสองเรื่องซึ่งแตกต่างกันอย่างสุดโต่งว่าคือเรื่องเดียวกัน มองว่าการไปไหนมาไหนด้วยการใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น มองว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สื่อสารกับผู้คนทั่วโลกแบบไร้พรมแดน คือความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สังคมสมัยใหม่พึงมี โดยปล่อยให้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาพร้อมกับกาลเวลาเพื่อรอวันกลืนกินความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงไปทีละน้อยตามเวลาการหมุนรอบตัวเองของโลก เมืองน่าอยู่ก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีนักวิชาการหรือผลงานวิจัยต่างออกมาให้ความหมายของคำว่า “น่าอยู่” ของเมืองหรือชุมชนในมิติที่หลากหลายและแตกต่างกัน ตามความรู้ ความเชื่อ หรือหลักสมมติฐานที่ผ่านการทดลองอย่างเชี่ยวชาญของแต่ละสำนัก ซึ่งคำตอบไม่ได้มีแค่สองทางเลือกว่า ถูก หรือ ผิด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ความน่าอยู่ในนิยามหรือภาพฝันจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนในแต่ละ สังคมได้มากน้อยเพียงใด เพราะแน่นอนว่าทุกสังคมมีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ และรสนิยมในการใช้ชีวิตตามวิถีที่สืบทอดต่อกันมาด้วยภูมิหลังที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นการจะสร้างเมืองสักเมืองเพื่อนำไปสู่การเกิดความน่าอยู่ ย่อมต้องคำนึงถึงความพร้อมของทรัพยากรในพื้นที่ และการสนองตอบความต้องการของผู้คนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การยัดเยียดเมืองสำเร็จรูปสู่ชุมชนท้องถิ่น ที่บางครั้งไม่เพียงแต่ไม่เป็นประโยชน์ หากแต่ยังสร้างปัญหาให้กับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ในภายหลังอีกด้วย เมื่อปัจจัยการใช้ชีวิตและความต้องการของผู้คนถูกยกให้เป็นตัวกำหนดความ น่าอยู่ของเมือง การสร้างเมืองน่าอยู่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาค ส่วนในสังคมนั้นๆ […]
บทความเมืองน่าอยู่ ตอน ความแตกต่างของความน่าอยู่
“เพราะชุมชนไม่ใช่การอยู่อาศัยเพียงลำพังของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่มอาชีพ มีความแตกต่างกันของภูมิที่มา เพราะฉะนั้นทุกๆด้านของการพัฒนาจึงจำเป็นต้องค้นหาความพร้อมและศักยภาพของทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ก่อนเกิดการพัฒนา และสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการตอบความต้องการของคนส่วนใหญ่ในชุมชนด้วย” ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ได้เกิดปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงใหม่ขึ้นมากมาย หากย้อนกลับไปสักหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เชื่อว่าไม่มีผู้ใดในยุคนั้นจะพยากรณ์ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้จะมีวิวัฒนาการที่รวดเร็วและนับวันยิ่งทวีคูณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารไร้พรมแดน ระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทางเลือกการศึกษาที่หลากหลาย และการค้นหาความรู้ใหม่แบบไม่มีขีดจำกัด ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลมาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกสร้างสรรโดยมนุษย์เพื่อสนองตอบความต้องการของตนเอง และกระจายแทรกซึมเข้าสู่ทุกระดับชั้นของสังคม ความทันสมัยภายใต้สังคมที่ถูกแวดล้อมด้วยสิ่งเร้าแห่งความสะดวกสบายต่างๆ ที่มนุษย์สัมผัสแทบจะทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันนั้น แท้จริงแล้วเป็น “ความเคยชิน” “ภาวะจำยอม” หรือ “ความน่าอยู่” ที่ทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านั้นได้จนกลายเป็นวิถี ไม่ว่าคำตอบของการอยู่ร่วมกันในสังคมจะเป็นข้อใดก็ตาม แต่เชื่อแน่ว่าสิ่งที่ยึดเหนี่ยวและทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นคือ “ความน่าอยู่ของสังคมนั้นๆ” และเมื่อพูดถึงความน่าอยู่ แน่นอนว่าในแต่ละสังคมย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากถามถึงภาพของเมืองน่าอยู่หรือสังคมในฝันของผู้คนต่างพื้นที่กัน แล้วจะได้คำตอบที่สะท้อนความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่หลากหลาย และแน่นอนว่าต่างพื้นที่กันย่อมได้คำตอบที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างของโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ของสมาคมเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนามาเป็นเวลานาน จำนวน 32 ชุมชน จากทั้งหมด 64 ชุมชน ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก โดยมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของคำตอบ ไม่ได้มองว่าการพัฒนาด้านวัตถุว่าจะนำไปสู่ความน่าอยู่อย่างยั่งยืนได้ แต่กลับมองว่าการพัฒนาคน (การมีสว่นร่วม รักสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูล และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน) ในพื้นที่ต่างหาก ที่จะนำไปสู่ความน่าอยู่ของสังคมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพ เวทีร่วมสร้างพิษณุโลกเมืองน่าอยู่ (เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองความน่าอยู่ของชุมชน) […]